İçeriğe geç

วิธีแก้ปัญหา Duplicate Content สำหรับร้านค้าออนไลน์

K
Kerem Admin
4 dk okuma

Duplicate Content หรือ เนื้อหาซ้ำ คือ ข้อมูลที่ปรากฏเหมือนกันบน URL มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง ทั้งในเว็บไซต์เดียวและข้ามหลายเว็บไซต์ ปัญหานี้พบบ่อยมากในร้านค้าออนไลน์ เพราะคำอธิบายสินค้ามักถูกนำมาจากซัพพลายเออร์ และระบบร้านค้าสร้าง URL ซ้ำ ๆ จากตัวกรองสินค้า บทความนี้รวบรวมวิธีแก้ปัญหา duplicate content สำหรับร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจหา วิธีแก้ไข ไปจนถึงการป้องกันในระยะยาว

  • Google ใช้ข้อมูลการถูกค้นพบครั้งแรก (first crawled) เพื่อพิจารณาหน้าใดเป็นเจ้าของเนื้อหาต้นฉบับ
  • Google ยกเลิกเครื่องมือ URL parameters ใน Search Console ตั้งแต่ปี 2023
  • Google ประกาศยุติการใช้งาน rel=prev/next ในการจัดการ pagination แล้ว
  • 301 redirect เป็นการย้าย URL แบบถาวรที่ส่งผ่านสัญญาณ SEO ไปยังหน้าเป้าหมาย
  • Google มักจะกรองหน้า duplicate ออกจากผลการค้นหา แทนที่จะลงโทษทั้งเว็บไซต์
  • เนื้อหาที่คัดลอกมาจากซัพพลายเออร์ ทำให้ร้านค้าหลายร้อยร้านมีข้อความเดียวกันบนเว็บ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูหน้า บริการ SEO Audit ของ Crawza สำหรับร้านค้าออนไลน์ไทย ของเรา

Duplicate Content คืออะไร และทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงเจอบ่อย

Duplicate Content คือ เนื้อหาที่ปรากฏซ้ำกันบน URL หลายตำแหน่ง และร้านค้าออนไลน์เจอบ่อยเพราะระบบสร้างหน้าซ้ำจากสินค้าลงซ้ำ ตัวกรอง และพารามิเตอร์ URL

Google ให้คำนิยาม duplicate content ว่าเป็นเนื้อหาสารสำคัญที่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ กับเนื้อหาบน URL อื่น หรือโดเมนอื่น ระบบค้นหาจะไม่แสดงหน้าเหล่านี้พร้อมกันในผลลัพธ์ แต่จะเลือกหน้าใดหน้าหนึ่งมาแสดงแทน และใช้ทรัพยากรการ crawl ไปกับหน้าไร้ค่า

ร้านค้าออนไลน์เจอปัญหานี้บ่อยกว่าเว็บประเภทอื่น เพราะระบบ e-commerce สร้างหน้าใหม่โดยอัตโนมัติ จากหลายสาเหตุ เช่น สินค้าชิ้นเดียวกันลงซ้ำหลายหมวดหมู่ หน้าเรียงสินค้า และตัวกรองสี ขนาด ราคา หน้าที่มี session ID หรือพารามิเตอร์ติดท้าย URL และการเปิดทั้งเวอร์ชัน www และไม่ใช่ www พร้อมกัน

อีกสาเหตุใหญ่ คือ คำอธิบายสินค้าที่คัดลอกจากซัพพลายเออร์ ทำให้ร้านค้าหลายร้อยร้านมีข้อความเดียวกัน Google จึงต้องเลือกแสดงเพียงบางร้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือร้านที่มีความน่าเชื่อถือและการลงทุนด้านแบรนด์มาก่อน

ตรวจหา Duplicate Content ในร้านค้าออนไลน์ด้วยวิธีใด

การตรวจหาเนื้อหาซ้ำทำได้ด้วย Google Search Console คำสั่งค้นหา site: เครื่องมือ crawl อย่าง Screaming Frog และบริการตรวจสอบ SEO จาก Crawza

เริ่มต้นจาก Google Search Console เปิดรายงาน Page Indexing หรือหน้าการจัดทำดัชนี จะพบหน้ากลุ่มที่ถูกจัดว่า duplicated without user-selected canonical หรือ duplicate, Google chose different canonical than user ได้ทันที วิธีนี้เหมาะกับร้านค้าที่มีสินค้าไม่กี่พันชิ้น

  • ใช้คำสั่ง site:ชื่อโดเมน ค้นหาด้วยประโยคจากคำอธิบายสินค้า ถ้าพบหลายหน้าแสดงข้อความชุดเดียวกัน ให้เปิดดู source เพื่อตรวจ canonical tag
  • ใช้ Screaming Frog SEO Spider ตรวจหาหน้าที่มี title หรือ meta description ซ้ำกัน และวัดความใกล้เคียงของเนื้อหา
  • ใช้ Copyscape หรือค้นหาประโยคยาว ๆ ในเครื่องหมายคำพูดบน Google เพื่อดูว่าเว็บอื่นขโมยเนื้อหาไปหรือไม่

ร้านค้าที่ไม่มีทีมเทคนิค อาจใช้บริการตรวจสอบ SEO ระดับมืออาชีพ เช่น บริการ SEO Audit ของ Crawza สำหรับร้านค้าออนไลน์ไทย ซึ่งช่วยระบุจุดซ้ำทั้งหมดพร้อมแผนแก้ไขในครั้งเดียว

เขียนคำอธิบายสินค้าใหม่อย่างไร ให้ไม่ซ้ำกับซัพพลายเออร์

การเขียนคำอธิบายสินค้าใหม่ทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลที่ทีมเราหามาเอง ทั้งเรื่องวัสดุ วิธีใช้ และจุดเด่น จะตัดปัญหาเนื้อหาซ้ำตั้งแต่ต้นทาง

วิธีแก้ปัญหาอันดับแรก คือ หยุดคัดลอกคำอธิบายสินค้าจากซัพพลายเออร์ เพราะข้อความชุดเดียวกันถูกใช้บนเว็บนับพันแห่ง โอกาสชนะ SEO จึงต่ำมาก ให้เขียนใหม่โดยตอบคำถามที่ลูกค้าอยากรู้จริง เช่น วัสดุทนทานแค่ไหน ใช้กับสภาพอากาศไทยได้ไหม ดูแลรักษาอย่างไร ขนาดเหมาะกับใคร พร้อมแทรกคำค้นหาภาษาไทยที่คนนิยม

ร้านที่มีสินค้าหลายพันรายการ ควรจัดลำดับความสำคัญ เขียนใหม่ให้หมดก่อนในสินค้าขายดีและสินค้าใหม่ ส่วนตารางสเปกที่เป็นข้อมูลจริงสามารถใช้ร่วมได้ เพราะไม่ถือเป็นเนื้อหาซ้ำที่เป็นปัญหา แต่หลีกเลี่ยงข้อความอัตโนมัติที่ต่างกันเพียงคำเดียว เพราะ Google มองว่าเป็น thin content

เนื้อหาจาก รีวิวสินค้าจริงของลูกค้า ก็ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้หน้าเพจ และควรเพิ่มรูปภาพและวิดีโอที่ถ่ายเอง อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเขียนคำอธิบายสินค้าได้ที่ เทคนิคเขียนคำอธิบายสินค้าเพื่อ SEO

จัดการ Faceted Navigation และ URL Parameters

ปัญหาหน้าซ้ำจากตัวกรองสินค้าและพารามิเตอร์ URL แก้ได้โดยลิงก์ภายในชี้ URL หลัก ใช้ canonical กับหน้าแม่ และใส่ noindex เฉพาะหน้า filter ที่ไร้คุณค่า

หน้าแบบ /category?color=black&size=l&sort=price จะสร้าง URL ใหม่ทุกรอบที่ลูกค้ากดตัวกรอง ระบบจะเก็บดัชนีไปเรื่อย ๆ จนเกิดหน้าใกล้เคียงกันหลายร้อยหน้า แนวทางที่แนะนำ คือ ใช้ canonical tag ชี้กลับไปที่หน้า category หลัก และไม่นำ URL ที่มีพารามิเตอร์ไปใส่ในเมนู แผนผังเว็บ หรือ sitemap

หน้า filter ที่มีเนื้อหาบางมาก และไม่มีใครค้นหา ควรใช้ noindex เพื่อไม่ให้ Google เสียเวลา crawl แต่ถ้าหน้า filter ช่วยให้คนหาสินค้าเจอจริง เช่น หน้าเสื้อเชิ้ตไซส์ XL ควรดูแลเป็นหน้าปกติและใส่ canonical ชี้หาตัวเอง

อดีต Google เคยมีเครื่องมือจัดการ URL parameters ใน Search Console แต่ยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2023 เจ้าของเว็บจึงต้องพึ่ง canonical, noindex และโครงสร้างลิงก์ภายในที่สะอาดเป็นหลัก

ใช้ Canonical Tag และ 301 Redirect อย่างถูกต้อง

Canonical tag บอก Google ว่า URL ใดคือหน้าต้นฉบับ ส่วน 301 redirect ใช้ย้าย URL เก่าไปใหม่แบบถาวร และทั้งสองต้องใช้ให้ตรงกับโครงสร้างเว็บจริง

ทุกหน้าในร้านค้าออนไลน์ควรมี canonical tag แบบ self-referencing เพื่อกันความผิดพลาดจากระบบ และถ้ามีเนื้อหาชุดเดียวกันหลาย URL ให้ชี้ไปที่ URL ที่ต้องการให้ติดอันดับเพียงหน้าเดียว สำหรับเว็บที่ใช้ JavaScript เรนเดอร์ ต้องมั่นใจว่า canonical ถูกฝังก่อนหน้าเพจแสดงผล ดูเพิ่มเติมเรื่อง JavaScript SEO สำหรับเว็บช็อป

301 redirect ใช้กับกรณีเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ย้ายจาก http ไป https ปิด www แยกหมวดหมู่ภาษา หรือรวมสินค้าเลิกผลิตไปยังหมวดหมู่ใกล้เคียง การ redirect แบบถาวรช่วยส่งสัญญาณ SEO จากหน้าเดิมไปหน้าใหม่

ข้อควรระวัง คือ อย่าสร้าง redirect ต่อกันหลายทอด อย่า redirect ทุกหน้ารวมไปที่หน้าแรก และอย่าใช้ canonical ข้ามโดเมนกับเว็บที่เราไม่ได้ควบคุมจริง สุดท้ายต้องตรวจสอบว่า URL หลักใน sitemap ลิงก์ภายใน และ canonical ชี้ไปที่เดียวกัน

สินค้าหลายสีหลายไซส์ ควรแยกหน้าไหม

สินค้าที่มีสีและไซส์หลากหลาย ควรรวมอยู่บนหน้าเดียวและใช้ structured data เพื่อไม่ให้เกิดหน้าเนื้อหาบาง ๆ แย่งอันดับกันเอง

ร้านค้าหลายรายสร้างหน้าแยกสำหรับทุกสี ทุกไซส์ เช่น เสื้อเชิ้ตสีขาว สีดำ สีน้ำเงิน ปัญหาที่ตามมา คือ หน้าเหล่านี้มีข้อความเกือบเหมือนกัน และแย่งคีย์เวิร์ดกันเอง วิธีที่ดีที่สุด คือ เก็บสินค้าไว้หน้าเดียว และใช้ระบบ variants หรือตัวเลือกสินค้าใน CMS พร้อมเพิ่ม schema Product ที่ระบุ offers และ price ครบทุกตัวเลือก

ถ้าระบบเก่ามีหน้าแยกไปแล้ว ให้เลือกหน้าแม่หนึ่งหน้า และใช้ canonical ชี้หน้าย่อยทั้งหมดมาที่หน้าแม่ พร้อม 301 URL เดิมที่มีคนค้นหา เพื่อไม่ให้เสียอันดับเดิม

ส่วนหน้า category ที่แบ่งหน้า 2 3 4 Google ยกเลิกการอ่าน rel=prev/next แล้ว ปล่อยให้เป็นลิงก์ปกติ แต่ถ้าแต่ละหน้าไม่มีเนื้อหาแตกต่างเลย ให้พิจารณารวมเป็นหน้าเดียว หรือเพิ่มเนื้อหาเฉพาะของแต่ละหน้า

รับมือเว็บที่ขโมยเนื้อหา (Scraped Content) อย่างไร

เมื่อพบเว็บอื่นคัดลอกเนื้อหา ควรแจ้ง DMCA หรือแจ้งผู้ให้บริการโฮสต์ พร้อมยืนยันสิทธิ์ด้วยหลักฐานว่าเราเผยแพร่ก่อน

การถูกขโมยเนื้อหาเป็นเรื่องที่ร้านค้าออนไลน์ไทยเจอจริง โดยเฉพาะสินค้าขายดีที่บทความและรูปถูกคัดลอกไปวางตามเว็บอื่น ขั้นแรก คือ เก็บหลักฐานว่าเราเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อใด เช่น จาก Google Search Console ข้อมูลการ crawl ครั้งแรก หรือ archive.org เพราะ Google ใช้ข้อมูลว่าใครถูกค้นพบก่อนเป็นตัวช่วยตัดสินเจ้าของเนื้อหาต้นฉบับ

ขั้นต่อมา แจ้ง DMCA ผ่าน Google สำหรับเว็บที่อยู่ในต่างประเทศ หรือแจ้งผู้ให้บริการโฮสต์ในไทย โดยอ้างอิง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งคุ้มครองงานวรรณกรรมบนเว็บไซต์ และหากเว็บขโมยเนื้อหาสร้างลิงก์สแปมมายังเว็บเรา ควรใช้เครื่องมือปฏิเสธลิงก์ (Disavow)

ในระยะสั้น อย่าไปลบของเดิมหรือหนีปัญหา ให้อัปเดตบทความเดิมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ Google เห็นว่าหน้าเรายังสดใหม่ และสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือของแบรนด์เพิ่มเติม

ป้องกัน Duplicate Content ในระยะยาว สำหรับร้านค้าออนไลน์

การป้องกันระยะยาวต้องมีนโยบายเนื้อหา ระบบเทมเพลตที่ควบคุมได้ และการตรวจสอบ SEO Audit เป็นประจำทุกไตรมาส

ปัญหาซ้ำมักกลับมาเกิดอีก ถ้าไม่มีกระบวนการป้องกัน เริ่มจากเขียนคู่มือเนื้อหาสำหรับทีม ทั้งหลักเกณฑ์การเขียนคำอธิบายสินค้า วิธีตั้งชื่อหมวดหมู่ และนโยบายการย้ายสินค้า รวมถึงเลือก CMS และเทมเพลตที่ควบคุม canonical และ noindex ได้เอง เช่น WooCommerce หรือแพลตฟอร์มที่มีตัวเลือกจัดการ SEO ทั้งเว็บ

ร้านค้าที่มีเว็บสองภาษา ต้องใช้ hreflang กำกับแต่ละภาษา เพราะเนื้อหาคนละภาษาไม่ถือเป็น duplicate ส่วนร้านค้าบนตลาดกลางอย่าง Shopee หรือ Lazada ควบคุมโค้ดไม่ได้ ต้องเน้นการเขียน title และคำอธิบายต่างจากคู่แข่งแทน

กำหนดรอบตรวจสอบ เช่น ทุก 3 เดือน ใช้รายงานจาก Google Search Console ร่วมกับการตรวจแบบลึกจากบริษัท SEO เช่น Crawza เพื่อติดตาม KPI SEO ของร้านค้าออนไลน์ อย่างจำนวนหน้าถูกจัดดัชนี และอัตราการลดลงของหน้า duplicate ส่วนค่าใช้จ่ายดูได้ที่ แพ็กเกจราคา Crawza

คุณสามารถสำรวจ แพ็กเกจราคา Crawza ได้

คำถามที่พบบ่อย

Google ลงโทษเว็บที่มี Duplicate Content จริงหรือไม่

Google ไม่ลงโทษด้านสแปมสำหรับเนื้อหาซ้ำทั่วไป แต่จะกรองหน้าเวอร์ชันซ้ำออกจากผลการค้นหา ทำให้หน้าเพจเสียโอกาสติดอันดับ และเปลือง crawl budget ส่วนการคัดลอกเนื้อหาในปริมาณมากเพื่อหลอกลวงผู้ใช้ถือเป็นสแปมและอาจถูกลงโทษได้

ควรเลือกใช้ Canonical หรือ Noindex สำหรับหน้าไหน

ถ้าหน้านั้นยังมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ และต้องการให้ Google เลือกหน้าใดหน้าหนึ่งเป็นหลัก ให้ใช้ canonical ชี้ไปที่หน้าเพจที่มีคุณค่าที่สุด เช่น หน้า category หลัก ส่วนหน้า filter ที่บางเกินไป หน้าค้นหาภายใน หรือหน้า tag ที่ไม่มีใครต้องการ ให้ใช้ noindex จะเหมาะกว่า

ร้านค้าบน Shopee หรือ Lazada แก้ duplicate content ได้ไหม

บน Shopee หรือ Lazada เจ้าของร้านไม่สามารถแก้โค้ดหรือตั้ง canonical ได้ จึงแก้ด้วยการเขียนชื่อสินค้าและรายละเอียดให้ต่างจากร้านอื่น ถ่ายรูปเอง และใช้จุดขายเฉพาะของร้าน ส่วนร้านที่ทำเว็บเองบน WooCommerce Shopify หรือแพลตฟอร์มอื่น ควรจัดการด้วย plugin SEO และตรวจสอบโครงสร้าง URL อยู่เสมอ

สินค้าเลิกผลิตหลายร้อยรายการ ควรย้าย URL อย่างไร

ให้ทำแผนผัง 301 redirect จาก URL เดิมไปหาสินค้าทดแทนหรือหมวดหมู่ใกล้เคียง อย่ารีไดเรกต์ทุกหน้าขึ้นหน้าแรก แล้วอัปเดต sitemap พร้อมส่งผ่าน Google Search Console หลังย้ายเสร็จ ควรตรวจสอบว่าหน้าเก่าถูกจัดดัชนีใหม่ภายใน 2-4 สัปดาห์

เว็บสองภาษาแบบไทย-อังกฤษถือเป็น duplicate content ไหม

ไม่ถือเป็น duplicate content เพราะ Google มองว่าเป็นคนละภาษา และควรใช้ hreflang กำกับแต่ละเวอร์ชันภาษา แต่ถ้าเว็บสองภาษานั้นมีบทความเหมือนกันทุกคำ จน Google เข้าใจสับสน ก็อาจเลือกแสดงเพียงภาษาเดียวได้

On the Crawza blog you will find articles about products, product care, buying guides, trends, and much more. Explore our posts to learn everything about our products and collections.