Skip to content

วิธีทำ Image SEO สำหรับรูปสินค้าให้ติดอันดับการค้นหารูปภาพบน Google

K
Kerem Admin
3 دقیقه مطالعه
วิธีทำ Image SEO สำหรับรูปสินค้าให้ติดอันดับการค้นหารูปภาพบน Google

Image SEO สำหรับรูปสินค้า คือกระบวนการปรับแต่งรูปภาพสินค้าบนเว็บไซต์ ตั้งแต่ชื่อไฟล์ Alt Text ขนาดภาพ ฟอร์แมต และ Structured Data เพื่อให้ Google เข้าใจบริบทของรูปและนำรูปสินค้าไปแสดงในผลการค้นหารูปภาพ (Google Images) ซึ่งเป็นช่องทางเข้าชมเว็บไซต์ฟรีที่ร้านค้าออนไลน์ไทยไม่ควรมองข้าม และบทความนี้จะอธิบายวิธีการทำทีละขั้นตอนจนสามารถวัดผลลัพธ์ได้จริง

ตัวอย่างการตั้งชื่อไฟล์สินค้าแบบ kebab-case ที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
  • การตั้งชื่อไฟล์ภาพเป็นภาษาอังกฤษแบบ kebab-case ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหารูปภาพได้ดีกว่าการใช้ชื่อไฟล์แบบตัวเลขสุ่ม
  • รูปภาพที่มีขนาดใหญ่และไม่บีบอัดเป็นสาเหตุหลักของ LCP ที่ช้า ซึ่งกระทบ Core Web Vitals และโอกาสติดอันดับภาพ
  • Google Search Console มีรายงาน Search Type “รูปภาพ” ให้ตรวจสอบจำนวนการแสดงผลและการคลิกของภาพสินค้าได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือภายนอก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูหน้า เคล็ดลับ SEO สำหรับร้านค้าบน Shopee ของเรา

Image SEO คืออะไร และทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องใส่ใจ

Image SEO คือเทคนิคปรับแต่งรูปภาพสินค้าทุกส่วน ตั้งแต่ชื่อไฟล์ Alt Text ขนาดภาพ ฟอร์แมต และ Structured Data เพื่อให้ Google เข้าใจว่ารูปคือสินค้าอะไรและนำรูปไปแสดงในหน้าค้นหารูปภาพ

Google ไม่ได้ “มองเห็น” ภาพเหมือนกับที่มนุษย์เห็น แต่เครื่องมือค้นหาจะอ่านสัญญาณรอบข้างของภาพแทน เช่น ชื่อไฟล์ภาพ Alt Text คำบรรยายใต้ภาพ ข้อความรอบรูป และข้อมูล Structured Data บนหน้าเว็บ

ถ้าภาพสินค้าถูกอัปโหลดในชื่อ DSC_0123.jpg หรือ photo1.png และไม่มีการเขียน Alt Text ไว้ Google จะเดาไม่ได้ว่ารูปนั้นคือเสื้อผ้า รองเท้า หรือเครื่องสำอาง ทำให้เสียโอกาสติดอันดับ Google Images อย่างน่าเสียดาย

Image SEO จึงเปรียบเสมือนการ “อธิบายรูปภาพ” ให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจอย่างเป็นระบบ และกระบวนการนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้รูปสินค้าติดค้นหารูปภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยลดขนาดไฟล์ภาพ เพิ่มความเร็วหน้าเว็บ และส่งผลดีต่อ SEO โดยรวมของร้านค้าอีกด้วย

ตั้งชื่อไฟล์รูปสินค้าอย่างไรให้ Google อ่านออก

ตั้งชื่อไฟล์รูปสินค้าเป็นภาษาอังกฤษแบบ kebab-case เช่น white-cotton-tshirt-front.jpg โดยวางคีย์เวิร์ดหลักไว้ต้นชื่อไฟล์ เพื่อให้ Google เข้าใจเนื้อหาของภาพได้ตั้งแต่แรกเห็น

การตั้งชื่อไฟล์ภาพสินค้าควรทำเหมือนการตั้ง URL: ใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก คั่นคำด้วยเครื่องหมาย hyphen (-) และใส่คำที่สื่อถึงสินค้าหลักไว้ต้นชื่อไฟล์

ตัวอย่างชื่อไฟล์ที่ดี ได้แก่ white-cotton-tshirt-front.jpg หรือ black-leather-sneakers-side.jpg ส่วนชื่อที่ควรหลีกเลี่ยงคือ IMG_4712.jpg photo (1).png และ 12121.jpg เพราะไม่มีบริบทพอให้ Google ใช้จัดอันดับ

ถ้าสินค้ามีหลายมุม ควรระบุคำ front back side หรือ detail ต่อท้ายชื่อไฟล์ เพื่อให้ภาพมุมหน้า มุมหลัง และภาพมุมใกล้มีโอกาสติดคำค้นเฉพาะ เจาะจง เช่น เสื้อยืด “มุมหน้า”

ห้ามคัดลอกรูปจากเว็บผู้ผลิตโดยใช้ชื่อไฟล์เดิมข้ามเว็บ เพราะจะกลายเป็นภาพซ้ำหรือ duplicate image และต้องแข่งกับเว็บต้นทางที่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า

เขียน Alt Text รูปสินค้าอย่างไรให้ติดอันดับ Google Images

Alt Text ที่ดีต้องอธิบายสินค้าตรงกับภาพใน 5–15 คำ ใส่สี วัสดุ และคีย์เวิร์ดเป้าหมายเพียงหนึ่งครั้ง ไม่ควรเริ่มต้นด้วย “รูปภาพของ” และไม่ควรยัดเยียดคีย์เวิร์ดซ้ำซ้อน

Alt Text หรือ text alternative คือข้อความที่อธิบายสิ่งที่อยู่ในภาพ ใช้แทนรูปภาพเมื่อโหลดไม่สำเร็จ และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับโปรแกรมอ่านหน้าจอของผู้พิการทางสายตา Google ใช้ข้อความนี้เป็นสัญญาณหลักตัวหนึ่งในการจัดอันดับภาพ

วิธีเขียน Alt Text สำหรับรูปสินค้า: อธิบายว่าภาพคืออะไร ใส่สี วัสดุ ฟีเจอร์เด่น หรือมุมกล้อง แล้วสอดแทรกคีย์เวิร์ดเพียงหนึ่งครั้ง เช่น “เสื้อยืดผู้ชายผ้าคอตตอนสีขาวแขนสั้น ภาพมุมหน้า”

ความยาว Alt Text ที่เหมาะสมคือประมาณ 5–15 คำ หรือราว 80–125 ตัวอักษร และในแต่ละหน้าควรมี Alt Text ที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจรูปภาพสินค้าแต่ละชิ้นได้ชัดเจน

ถ้าคุณขายสินค้าบน Shopee หรือ Lazada หลักการเดียวกันนี้สามารถนำไปปรับใช้กับภาพสินค้าในลิสติ้งได้ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เคล็ดลับ SEO สำหรับร้านค้าบน Shopee และ เทคนิค SEO สำหรับร้านค้าออนไลน์บน Shopee-Lazada

เลือกขนาดภาพและฟอร์แมตภาพแบบใดให้เว็บแรงและติดรูปภาพ

ควรบันทึกภาพต้นฉบับคุณภาพสูง แต่แสดงผลด้วยฟอร์แมต WebP หรือ AVIF โดยปรับด้านยาวประมาณ 1,200–2,000px และบีบอัดไฟล์ให้เล็กพอที่ LCP จะโหลดได้เร็ว

แม้ Google Images จะชอบภาพที่มีรายละเอียดสูง แต่ไฟล์ภาพขนาด 5–10 MB จะทำให้หน้าเว็บโหลดช้า ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่มักปิดหน้าเว็บก่อนที่ภาพจะโหลดเสร็จ และ Google จะมองว่าประสบการณ์ผู้ใช้แย่

แนวทางปฏิบัติคืออัปโหลดภาพต้นฉบับคุณภาพสูง จากนั้นปรับขนาดให้ด้านยาวประมาณ 1,200–2,000px แล้วบีบอัดเป็น WebP หรือ AVIF เพื่อลดขนาดไฟล์ได้มาก โดยคงคุณภาพที่สายตามองเห็นความต่างได้ยาก

ควรกำหนดแอตทริบิวต์ width และ height ในแท็ก img เสมอ เพื่อป้องกัน Cumulative Layout Shift หรือ CLS และใช้ loading="lazy" เฉพาะภาพที่อยู่ต่ำกว่าจอแรก ส่วนภาพหลักหรือ LCP image ควรโหลดทันทีพร้อม preload

ภาพที่โหลดเร็วเป็นปัจจัยของ Core Web Vitals ซึ่งเป็นสัญญาณด้านประสบการณ์ผู้ใช้ที่ Google นำมาพิจารณา การทำ Image SEO ที่ดีจึงต้องดูแลเรื่องความเร็วควบคู่กับการเขียนคำอธิบายภาพเสมอ

ต้องใส่ Schema และ Sitemap รูปภาพด้วยหรือไม่

ควรใส่ Product Schema พร้อมฟิลด์ image และยื่น Image Sitemap ผ่าน Google Search Console เพื่อให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับสินค้าและจัดทำดัชนีภาพได้แม่นยำเร็วขึ้น

Structured Data คือโค้ดที่ช่วยบอก Google ว่าหน้าเว็บนี้เป็นสินค้าชนิดใด ราคาเท่าไหร่ และรูปภาพใดคือรูปหลักของสินค้า หากใช้รูปแบบ JSON-LD ร่วมกับ Schema.org หน้าเว็บจะมีสิทธิ์ได้รับ rich result และรูปสินค้าจะถูกเข้าใจบริบทได้แม่นยำขึ้น

ตัวอย่างขั้นต่ำสำหรับร้านค้าออนไลน์คือใส่ Product schema พร้อมคุณสมบัติ name image offers และ aggregateRating จากนั้นตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดในหน้า Rich Results Test ของ Google

ส่วน Image Sitemap คือไฟล์ XML ที่ระบุ URL รูปภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์ การยื่นผ่าน Google Search Console จะช่วยให้ Google รู้จักภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีสินค้าหลายพันชิ้น

สำหรับเนื้อหาเชิงลึกสามารถอ่าน คู่มือการทำ Image SEO สำหรับ Google Images และติดตามบทความดี ๆ เพิ่มเติมได้ที่ หน้าแรกของ Crawza

ตรวจสอบผลลัพธ์ Image SEO ด้วยเครื่องมืออะไร

ตรวจสอบด้วย Google Search Console โดยกรองผลการค้นหาเฉพาะ “รูปภาพ” เพื่อดูจำนวนการแสดงผลและการคลิก และใช้เครื่องมือ Crawza ตรวจหาปัญหาชื่อไฟล์ Alt Text ขนาดภาพบนหน้าเว็บทั้งหมดอย่างเป็นระบบ

เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือตรวจสอบว่ารูปสินค้าถูกนำไปจัดทำดัชนีหรือไม่ โดยเข้า Google Search Console เลือกรายงาน Performance แล้วกรองผลการค้นหาเฉพาะ “รูปภาพ” เพื่อดูจำนวนการแสดงผล ตำแหน่งเฉลี่ย และรูปใดได้รับคลิกมากที่สุด

นอกจากนี้ควรตรวจสอบหน้าเว็บด้วยเครื่องมือ Crawza ซึ่งช่วยสแกนหาปัญหา Image SEO เช่น รูปที่หายไป แท็ก Alt ว่างเปล่า ชื่อไฟล์ซ้ำ ภาพใหญ่เกินไป หรือรูปที่ถูกเรียกให้โหลดช้าผิดตำแหน่ง

Crawza ออกแบบมาเพื่อให้ทีม SEO และเจ้าของร้านค้าออนไลน์ตรวจสอบปัญหาเทคนิคได้เอง ส่วนผู้ที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงสามารถดู แพ็กเกจและราคาของ Crawza ได้ที่หน้าเว็บ

ควรตรวจสอบซ้ำทุก 1–2 เดือน หรือทุกครั้งที่อัปโหลดสินค้าใหม่จำนวนมาก เพราะเมื่อเว็บใหญ่ขึ้นปัญหาภาพอาจสะสมโดยไม่รู้ตัว

คุณสามารถสำรวจ แพ็กเกจและราคาของ Crawza ได้

คำถามที่พบบ่อย

Alt Text สำหรับรูปสินค้าควรยาวเท่าใด?

Alt Text ที่ดีควรยาวประมาณ 5–15 คำ หรือราว 80–125 ตัวอักษร อธิบายสิ่งที่เห็นในภาพให้ตรงที่สุด ใส่สี วัสดุ และคีย์เวิร์ดเป้าหมายเพียงหนึ่งครั้ง การเขียนยาวเกินไปหรือยัดคีย์เวิร์ดซ้ำจะทำให้ทั้งผู้ใช้และ Google อ่านยาก

ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพสินค้าเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ?

ควรตั้งเป็นภาษาอังกฤษแบบ kebab-case เพราะ URL จะอ่านง่าย ไม่ถูกแปลงเป็น percent-encoding และ Google เข้าใจบริบทได้ตรงกว่า ตัวอย่างเช่น เสื้อยืดสีขาว ควรตั้งเป็น white-cotton-shirt-front.jpg

ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใส่ Product Schema และ Image Sitemap ด้วยไหม?

เมื่อเว็บมีสินค้าตั้งแต่ราว 50–100 รายการขึ้นไป ควรใส่ Product Schema และ Image Sitemap เพราะช่วยให้ Google เข้าใจขอบเขตเว็บไซต์ รู้จักรูปใหม่เร็วขึ้น และเพิ่มสิทธิ์การแสดงผลแบบ rich result ในหน้าค้นหา

กว่าภาพสินค้าจะติดอันดับ Google Images ต้องรอนานแค่ไหน?

โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2–3 สัปดาห์ไปจนถึง 2–3 เดือน ขึ้นอยู่กับอายุเว็บ ความสามารถในการแข่งขันของคำค้น และคุณภาพของการทำ Image SEO หากรูปยังไม่ปรากฏ ควรตรวจสอบใน Google Search Console ก่อนว่า Google เข้าถึงหน้าเว็บและจัดทำดัชนีรูปแล้วหรือยัง

ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่

สำรวจหน้าของเราเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะกับคุณที่สุด

ดูเพิ่มเติม
اشتراک‌گذاری:

On the Crawza blog you will find articles about products, product care, buying guides, trends, and much more. Explore our posts to learn everything about our products and collections.